การดูแลศาลาไม้

Posted by admin | ไม้แปรรูป | Thursday 8 October 2009 10:51 pm

การดูแลศาลาไม้

 

                    ศาลาไม้

 

         คนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในการดูแลรักษาศาลาไม้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปไม่นาน ก็กลายเป็นเพียงซากศาลาไม้ผุๆพังๆ ดังนั้น หากท่าน ต้องการให้ศาลาไม้มีอายุยืนนาน ท่านต้องพยายามปกป้องรักษาเนื้อไม้จาก เชื้อรา และ ปลวก โดย การตั้งศาลาให้หลีกเลี่ยง จากการ สัมผัสความเปียกชื้น ให้มากที่สุด เช่น

 

          1. ไม่ควรตั้งศาลาในรัศมีของระบบการให้น้ำอัตโนมัติทุกประเภท ( Spinkle ) และหากไม่จำเป็น ก็ไม่ควรปลูกไม้พุ่มเล็ก ใกล้ศาลาหรือโคนเสาศาลามากเกินไป เพราะนอกจากทำให้ ศาลา แลดูไม่โดดเด่นแล้ว ยังทำให้โคนเสาต้องเปียกชื้นจากการรดน้ำ โดยไม่จำเป็นครับ

 

          2. ห้ามวาง / ตั้งศาลา กับ พื้นดิน (โดยตรง) เพราะ เชื้อราจากความชื้นของดิน จะกัดกร่อนทำลายแกนของเสาหลัก ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด และ ปลวกมักจะใช้เป็นเส้นทางเข้าทำลาย กัดกินเนื้อไม้เสาของท่านจากใต้ดิน

 

          3. ทาสีตามช่วงระยะเวลา ศาลาไทยเราส่วนมากจะตั้งไว้กลางแจ้ง ดังนั้น ศาลาจะโดนแดดโดนฝน วันหนึ่งหลายๆชั่วโมง เราจึงควรทาสีย้อมไม้ตามระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามของศาลาให้แลดูไม่เก่าตามกาลเวลา สีทาไม้ที่ใช้ จะต้องเป็นสีที่ใช้ทาไม้ โดยเฉพาะ และ จะต้องเป็นสีที่ใช้ทาภายนอก

 

          4. สำรวจบริเวณรอบๆศาลาบ้าง หมั่นสำรวจบริเวณรอบๆศาลา ทั้งภายใน ภายนอกบ้าง ว่ามีทางเดินของปลวกทำทางเข้าโคนเสาหรือเปล่า หรือ มีเศษฝุ่นละเอียดไม้ล่วงตามจุดต่างๆหรือไม่ ( เกิดจากมอดไม้ ) จะได้กำจัดได้ทันเวลา

ไม้แดง

Posted by admin | ไม้แปรรูป | Saturday 19 September 2009 7:24 am

ไม้แดง

                                          Bark3

          ไม้แดงเป็นไม้เนื้อแข็ง บางครั้งจึงเรียกว่า Burmese Ironwood เป็นไม้ประเภทโตช้า คงสภาพได้ดีเมื่อผ่านขั้นตอนการอบแห้ง ไม้The Janka hardness มักนิยมใช้สำหรับงานปูพื้น ไม้ ไม้แดง จึงดีที่สุดสำหรับงานปูพื้นที่ต้องการความคงทนและทนต่อการกัดแทะของปลวกได้ดี  ชื่อวิทยาศาสตร์  Xylia xylocarpa var. kerrii ไม้แดงเป็นไม้ผลัดใบมีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูงประมาณ 20-30 เมตร บางครั้งจะพบสูง ้ ถึง 30-37 เมตร

          ลำต้น ไม้แดงจะเปลาตรง โดยปกติจะมีความสูงถึง 25 เมตรขึ้นไปแตกในสภาพที่ดินเหมาะสมกบการเจริญเติบโตบางครั้งลำต้นจะเล็กและคดงอ รูปทรงกลมหรือเก้งก้างไม่แน่นอน จะแตกกิ่งมีใบมาก เมื่อสับเปลือกทิ้งจะได้ชันสีแดง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแดงหรือสีแดงเรื่อๆ ละเอียด

          ดอก ไม้แดงจะมีดอกสีเหลือง ขนาดเล็ก ขึ้นอัดกันแน่นบนช่อ กลมเดี่ยว ๆ หรือแตกกิ่งก้านหรือขึ้นเป็นกลุ่มขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลางแต่ละช่อประมาณ 1.4 ซม. ก้านดอกยาว 2-5 ซม. มีขนปกคลุมประปราย กลีบรองกลีบดอกเชื่อมต่อกันคล้ายรูประฆัง ตรงปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ

          ผล เป็นผลเดี่ยว (simple fruit)เป็นฝักแบนรูปขอบขนานเรียวและโค้งงอที่ส่วนปลาย ฝักแข็งยาวประมาณ 10-15 ซม. สีน้ำตาลอมแดง ผิวเรียบ ไม่มีขนปกคลุม

          ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ติดเรียงสลับ ช่อใบหนึ่งๆ มีช่อแขนงที่ออกจากปลาย ก้านช่อใหญ่สองช่อ แต่ละช่อมีใบย่อย 4 – 5 คู่ ใบย่อย รูปไข่ (ovate) หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน (oval-oblong) แผ่นใบมักจะเบี้ยวมีขนาดไม่เท่ากัน ปลายใบแหลมมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ฐานใบมักจะเบี้ยว ใบอ่อนมีขน ส่วนใบแก่เกลี้ยงหรืออาจจะมีขนประปรายด้านท้องใบเล็กน้อย เส้นแขนงใบมี 5 – 8 คู่ ปลายเส้นจะจรดกับเส้นถัดไปบริเวณใกล้ขอบใบ

          เนื้อไม้  เนื้อไม้แข็งแรง หนัก ทนทานต่อการกระแทกสูง

จัดฮวงจุ้ยที่ดีให้สวนในบ้าน

Posted by admin | ฮวงจุ้ย | Saturday 12 September 2009 7:08 am

 

จัดฮวงจุ้ยที่ดีให้สวนในบ้าน

 

      

เรื่องของการจัดสวนภายในบ้าน เป็นเรื่องสำคัญสำหรับบ้านในยุคนี้ เพราะสวนได้กลายเป็นจุดเด่นเป็นหน้าตาของบ้าน แถมยังเป็นการเสริมฮวงจุ้ยบ้านให้ดีได้อีกด้วย

                เราสามารถจัดสวนที่บ้านของเราเองให้มีลักษณะฮวงจุ้ยที่ดีได้ไม่ยาก เช่น ทำทางเดินในสวนให้ทอดตัวเลี้ยวคดโค้งไปมาสวยงาม ปรับพื้นที่สวนให้มีความโค้งกลมเล่นระดับพื้นที่สวนในบางส่วนเพื่อให้ดูเป็น เนินสูงต่ำเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ พลังชี่ไหล เวียนไปมาภายใน จึงควรหลีกเลี่ยงการทำทางเดินหรือถนนเข้าบ้านที่เป็นเส้นตรงๆ แต่ควรให้เป็นแนวคดโค้งไปมาเล็กน้อย แต่ถ้าหากบ้านของคุณมีทางเดินที่เป็นเส้นตรงอยู่ อาจแก้ไขได้โดยการปลูกไม้พุ่มหรือไม้คลุมดินให้พุ่มใบล้ำเข้ามาในพื้นส่วน ที่เป็นทางเดินเพื่อลดความเป็นเส้นตรง แต่ต้องเลือกพืชที่มีระบบรากตื้น เพื่อที่รากจะได้ไม่ไปชอนไชให้พื้นเกิดรอยแตกร้าวได้

 

สวนต้องครบองค์ประกอบของธาตุทั้ง 5  คือ น้ำ ไม้ ไฟ ดิน
และทอง สวนที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย ต้นไม้(ธาตุไม้) น้ำตก น้ำพุ อ่างบัว บ่อปลา(ธาตุน้ำ)  แสงแดดส่องถึง(ธาตุไฟ) มีดินที่สมบูรณ์(ธาตุดิน)และที่สำคัญจะต้องมีการตกแต่งสวนอย่าง สวยงาม(ธาตุทอง) ไม่ใช่ปล่อยให้รกรุงรัง กลายเป็นป่ามากกว่าสวน

 

น้ำตกในสวนจะต้องหันหน้าน้ำตกเข้าบ้านเสมอ

น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของสวน ในความเชื่อของฮวงจุ้ย สวนทุกสวนควรจะมีบ่อน้ำหรือน้ำพุในสวน ที่สำคัญคือ ให้น้ำมีการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอนุ่มนวล ไม่ควรเป็นน้ำนิ่งๆ การตกแต่งสวนโดยมีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องในทางฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่าจะต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีของน้ำตก ที่มีการไหลของน้ำไม่เหมือนอย่างอื่น หน้าน้ำตกจะต้องหันเข้าบ้าน ห้ามหันออกนอกบ้าน เพราะการหันออกนอกบ้านจะหมายถึงการเงินไหลออก เพราะน้ำแทนความหมายของโชคลาภการเงินนั่นเอง

 

บ่อน้ำ สระน้ำ
การขุดบ่อน้ำหรือสระน้ำในสวนนั้นสิ่งที่จะต้อง คำนึงถึงก็จะเป็นเรื่องของรูปทรงของสระ
ในทางฮวงจุ้ย จะให้ใช้รูปทรงที่ไม่ทำร้ายคนในบ้านเช่น รูปทรงที่เป็นเหลี่ยม รูปทรงขนมเปียกปูน สามเหลี่ยม เป็นต้น ควรใช้รูปทรงโค้งมนหรือวงกลม จะถือว่าดีที่สุด

 

ก้อนหิน

หินมาตกแต่งสวนต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะก้อนหินใหญ่เพราะในทางฮวงจุ้ย ก้อนหิน
จะหมายถึงอุปสรรค การเลือกก้อนหินในการแต่งสวนจะต้องเลือกก้อนที่มีลักษณะกลมมนห้ามเป็นเหลี่ยมคม หรือมีมุมแหลมก้อนหินที่มีรูก็เป็นลักษณะต้องห้ามเช่นกัน ตำแหน่งในการวางส่วนใหญ่จะวางบริเวณมุมบ้าน ห้ามวางไว้หน้าบ้านหรือบริเวณที่ตรงกับประตูบ้าน

 

บ้านเล็ก ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่

ต้นไม้ที่แห้งตาย ควรจะขุดถอนออกไปจากสวนเพราะมันจะดึงดูดพลังที่ไม่ดีเข้ามาในบ้าน และจะทำให้การไหลเวียนของพลังชีวิตติดขัดได้ บ้านที่มีขนาดเล็กมีพื้นที่จำกัดในการจัดสวนอย่างบ้านทาวน์เฮ้าส์ ห้ามเอาต้นไม้ใหญ่มาปลูก เพราะจะก่อผลเสียมากกว่าผลดี สิ่งที่มองเห็นได้ชัด ก็คือ ต้นไม้ใหญ่จะทำลายฐานบ้านและกิ่งก้านของต้นไม้ยังทำลายตัวบ้านอีกด้วย

                นอกจากนั้น คุณยังสามารถใช้เทคนิคการจัดสวน เพื่อปรับแก้ฮวงจุ้ยให้มีพลังที่ดีและปิดกั้นพลังที่ไม่ดีออกไปได้ เช่น ทำรั้วต้นไม้เตี้ยๆ หรือพุ่มไม้ หรือสระน้ำ กั้นระหว่างตัวบ้านหรือสวนของคุณกับสิ่งที่ให้พลังไม่ดี เช่น เสาไฟ เสาธง หรือถนนที่พุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นต้น

 

                ตำแหน่งสวนควรอยู่ทางทิศตะวันออก การกำหนดพื้นที่สำหรับจัดสวนภายในบริเวณบ้านถือเป็นสิ่งแรกที่จะต้องพิจารณา การที่ตำราระบุว่า สวนควรอยู่ทางทิศตะวันออก ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าทิศตะวันออกเป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น แสงแดดในยามเช้า จะช่วยส่งเสริมต้นไม้ให้มีความงอกงามและเขียวสด เพราะเป็นแสงที่ไม่แรงจนเกินไป

 

แต่งบ้านไม่ให้ร้อน

Posted by admin | Uncategorized | Saturday 29 August 2009 2:10 am

แต่งบ้านไม่ให้ร้อน

จากการ ออกแบบที่ต้องเริ่มตั้งแต่การวางตำแหน่งตัวบ้านให้สอดคล้องกับทิศทางของสาย ลม แสงแดดและลมฝน การเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างประเภทที่สามารถลดการสะสมความร้อนถือได้ว่า เป็นวิธีการที่สามารถป้องกันความร้อนไว้ได้ตั้งแต่เริ่มการออกแบบ หรือ ยังไม่ลงมือก่อสร้างนั่นเองครับ ส่วนอาคารบ้านเรือนที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ได้แต่อย่างใด มีวิธีต่าง ๆ หลากหลายวิธี อาทิ เช่น การติดตั้งฉนวนกันความร้อน การต่อเติมสร้างแผงกันแดดให้กับตัวบ้าน เป็นต้น สำหรับท่านใดที่กำลังอยู่ในช่วงเตรียมการก่อสร้างแล้ว การวางทิศทางของบ้านถือว่าสำคัญมิใช่น้อย โดยเฉพาะด้านกว้างของบ้านตามหลักแล้ว ไม่ควรหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกเป็นอันขาด เพราะด้านทางทิศตะวันตกจะเป็นด้านที่ได้รับแสงแดดสาดส่องเข้ามาอย่างรุนแรง ที่สุด (หรือที่เรียกกันติดปากตามประสาช่างว่า แดดเลีย) เมื่อได้รับการสาดกระทบทุกวันบ้านของท่านก็ยิ่งร้อนมากขึ้น แล้วหันด้านยาวไปทางทิศเหนือ เพราะ ด้านนี้ จะได้รับการสาดกระทบของแสงแดดน้อยกว่า แล้วยังเป็นทิศที่ได้รับอิทธิพลลมมรสุมเขตร้อนชื้นพัดโกรกเข้าออกมากที่สุด และเมื่อมีลมพัดเข้ามามาก สิ่งสำคัญที่จะทำให้กระแสลมพัดพาความเย็นเข้ามาได้อย่างทั่วถึงก็คือ การทำช่องเจาะ เช่น หน้าต่าง ช่องลม เพื่อช่วยให้เกิดการระบายอากาศในบ้านของท่านมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าเมื่อมีช่องระบายอากาศให้ลมเข้าก็ต้องมีช่องระบายอากาศ ให้ลมออกด้วยนะครับ มิเช่นนั้นบรรยากาศแห่งวังวนของความอบอ้าวก็จะคงอยู่ในบ้านท่านตลอดไป

          ส่วนการเลือกวัสดุในการก่อสร้างอาคารก็มีความสำคัญ เช่น การใช้ผนังที่สามารถต่อสู้กับความร้อน ซึ่งในท้องตลาดก็มีวัสดุหลายประเภทที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ วิธีการนี้จะช่วยลดการสะสมความร้อนที่พื้นผิวของอาคารได้ค่อนข้างดี เมื่อพื้นผิวของอาคารไม่ร้อน ผนังและตัวอาคาร รวมทั้งบรรยากาศภายในก็ไม่ร้อนเช่นกันครับ สุดท้ายขอฝากเป็นประเด็นหลักให้บรรดาคนรักบ้านได้เตรียมการป้องกันอาคารบ้าน เรือนความร้อน คือ ความร้อนจะทะลุทะลวงเข้ามาในอาคารบ้านเรือนของท่านได้ 3 ทางหลัก ๆ คือ ทางหลังคา,ทางผนังและทางช่องเปิด ปิดทวารทั้ง 3 ให้ได้ ปัญหาเรื่องบ้านร้อนก็น่าจะแก้ได้ไม่ยากครับ

ถ้าอยากให้ลมพัดผ่านบ้านละก็…”หลักการง่ายๆ ให้ลมพัดผ่านอาคาร คือเมื่อมีช่องเปิดรับลมต้องมีช่องระบายให้ลมออก ฉะนั้นควรเจาะหน้าต่างอย่างน้อย 2 ด้านขึ้นไป ซึ่งจะยิ่งได้ผลดีหากหน้าต่างอยู่ตรงข้ามกันในแต่ละห้อง และถ้าหน้าต่างด้านลมออกมีขนาดใหญ่กว่าหน้าต่างด้านลมเข้า ลมที่พัดเข้ามาจะมีความเร็วมากกว่าความเร็วของลมภายนอกในขณะนั้น

สีของบ้านก็มีผลเช่นกัน…”พื้นผิวอาคารภายนอก ทั้งผนังบ้านและวัสดุมุงหลังคา ควรเลือกใช้สีอ่อนเพื่อให้สะท้อนความร้อนได้ดี

การจัดวางตำแหน่งห้องครัว…”หากมีส่วนของครัวไทย ซึ่งการปรุงอาหารก่อให้เกิดความร้อนสะสมมาก ควรแยกไม่ให้ ติดกับตัวบ้าน เพื่อลดความร้อนที่จะถ่ายเทเข้าสู่พื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรอยู่ใกล้กับห้องปรับอากาศ เพราะทำให้เครื่องปรับอากาศรับภาระในการทำความเย็นหนักขึ้น

แน่นอนว่าบ้านที่เย็นสบายต้องมีต้นไม้…”เพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบๆ บ้าน เช่น พื้นหญ้า หรือพื้นที่สวน ให้มีสัดส่วนมากกว่าพื้นแข็ง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิรอบๆบ้าน และลดการสะท้อนรังสีความร้อนเข้าสู่บ้าน (อุณหภูมิอากาศผสมเหนือพื้นผิวคอนกรีตสูงกว่าอุณหภูมิผสมเหนือผิวหญ้าเปียก ถึง 7 องศาเซลเซียส)

เรื่องน้ำก็สำคัญ…”ขุดสระน้ำใกล้กับตัวบ้าน เพื่อให้ไอเย็นจากน้ำช่วยลดอุณหภูมิของอากาศรอบๆ ตัวบ้านเมื่อลมพัดผ่านในบ้านจึงเย็นสบาย

ใช้น้ำโดยไม่ต้องเปลืองไฟจากการใช้ปั๊มน้ำ โดยต่อท่อตรงแบบไม่ผ่านเครื่องปั๊มไปยังก๊อกน้ำบางจุด เช่น ก๊อกน้ำในสวน ลานซักล้าง หรืออ่างล้างจาน เพราะก๊อกที่อยู่ชั้นล่างยังมีแรงดันจากท่อประปา น้ำอาจไม่แรงเท่าใช้ปั๊ม แต่ก็ช่วยลดค่าไฟไปได้บ้าง

ควบคุมแสงสว่างในบ้าน…”ลดการใช้ไฟโดยพยายามออกแบบให้ทุกส่วนของบ้าน ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องทำงาน ได้รับแสงธรรมชาติมากที่สุดเพื่อลดความจำเป็นในการเปิดไฟตอนกลางวัน

และส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้า…”ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศไม่ควรมีบ่อน้ำ หรือน้ำพุ เพราะหลักการของเครื่องปรับอากาศคือการลดอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งการมีน้ำในห้องจะเพิ่มความชื้น ทำให้เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานในการลดความชื้นมากกว่าปกติ

เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศควรปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่ก่อให้เกิดความร้อน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ตู้เย็น กาต้มน้ำไฟฟ้า เป็นต้น

อย่าวางตู้เย็นใกล้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความร้อนหรือเตาไฟ ตำแหน่งที่ดีที่สุดของตู้เย็น คือ จุดที่เย็นที่สุดในห้อง และจุดที่มีแดดส่อง”… ฯลฯ

ไอเดียเหล่านี้ไม่ยากเลยใช่ไหมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในบ้านเรา เพื่อช่วยกันลดอุณหภูมิโลก

 

ฮวงจุ้ยห้องนอน เพื่อการนอนหลับฝันดี

Posted by admin | ฮวงจุ้ย | Saturday 15 August 2009 6:43 am

ฮวงจุ้ยห้องนอน เพื่อการนอนหลับฝันดี

 

 

                           ห้องนอน

 

ห้องนอนเป็นบริเวณที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุดในบ้าน ห้องนอนใหญ่ควรอยู่ห่างไกลประตูทางเข้าหลัก โดยเฉพาะ ถ้าสามารถจัดวางให้อยู่คนละมุมกับทางเข้าหลักจะดีมาก จะทำให้ห้องนอนใหญ่อยู่ห่างไกลจากสิ่งรบกวน
               ตำแหน่งของเตียง เตียงนอนควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ผู้พักผ่อนสามารถมองเห็นผู้ที่เข้ามาในห้อง ได้อย่างสะดวก ตามหลักแล้วตำแหน่งของเตียง ควรอยู่บริเวณมุมตรงข้ามกับประตูทางเข้าห้องนอน ปลายเตียงไม่ควรชี้ตรงไปยังประตู ซึ่งจะเป็นลักษณะของการจัดวางหลุมศพของชาวจีนในโกดังเก็บศพ เปรียบเสมือนตำแหน่งของความตาย
               เตียงนอนไม่ควรวางอยู่ใต้คานเปลือย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้พักผ่อนเกิดอาการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะ อวัยวะที่อยู่ใต้คานนั้น ตัวอย่างเช่น คานเปลือยที่วิ่งผ่านเตียงตรงหน้าอกของผู้พักผ่อนนั้น ผู้พักผ่อนมักจะมีอาการแน่นหน้าอกในขณะนอนหลับ เป็นต้น หัวเตียงควรจะติดผนัง แต่ไม่ควรวางเตียงติดผนังเกินสองด้าน ในกรณีที่ตั้งเตียงลอยๆ โดยไม่สัมผัสกับผนังใดๆ เลย จะส่งผลให้ผู้พักผ่อนรู้สึกไม่มั่นคง และต้องคอยระวังไม่ควรหันปลายเตียงให้ตรงกระจกเงา กระจกเงาที่ปลายเตียงจะสะท้อนพลังเข้าสู่ผู้พักผ่อน ส่งผลให้การพักผ่อนถูกรบกวนได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากกระจกเงาในห้องนอนมีมากมาย เราสามารถวางตำแหน่งกระจกเงาให้สามารถมองเห็นผู้ที่เข้ามาในห้องจากบนเตียง ได้
               ตำแหน่งของเตียงนอนควรเอื้อให้ผู้พักผ่อนสามารถเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ แต่ต้องระวังการเปิดรับพลังชี่ (Shar หรือ ชี่ที่เลวร้าย) เข้ามาทางหน้าต่างด้วย การใช้ผ้าม่านช่วยในการปรับแสงและป้องกันมุมมองที่ไม่ดี จากภายนอกนับเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก
               เตียงนอนไม่ควรวางข้างตู้ขนาดใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลรบกวนต่อผู้พักผ่อนเหมือนมีคนเฝ้ามองเราอยู่ อย่างไรก็ตาม เตียงนอนควรจะอยู่ในตำแหน่งของสุขภาพหรืออายุยืนยาวซึ่งเชื่อกันว่าเป็น ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด


               ใครที่อยากหลับฝันดีลองนำหลักการเหล่านี้ไปจัดห้องนอนของตัวเองก็ดี อย่างน้อยก็จะได้ปรับเปลี่ยนห้องนอนในสไตล์ใหม่ที่ไม่จำเจบ้าง

 ข้อพึงรู้สำหรับห้องนอน
1. วางตำแหน่งของเตียงอย่างระมัดระวัง เพื่อว่าคุณจะได้ไม่นอนในแนวเดียวกับประตู คุณควรจะนอนอยู่ไกลทแยงออกไปทางด้านขวาเมื่อเปิดประตูเข้ามา เตียงควรจะมองมายังประตูห้องนอนได้อย่างชัดเจน และควรจะอยู่ชิดผนังมากกว่าที่จะเป็นที่โล่งหรือหน้าต่าง
2. หลีกเลี่ยงตำแหน่งเตียงที่อยู่ใต้คาน หรือตู้ติดผนังที่ยื่นออกมาจากกำแพง
3. ควรจะมีหัวเตียงสำหรับเตียง อาจจะเป็นหัวเตียงที่ทำจากไม้กลึงมนหรือบุผ้าก็ได้
4. ถ้าเตียงของคุณหันหลังให้ประตูเข้า วางกระจกเงาไว้ที่ผนังฝั่งตรงข้าม เพื่อที่ว่าจะได้เห็นถึงผู้ที่กำลังเข้ามาในห้อง
5. ควรจะมีกระจกเพียงบานเดียวในห้องนอน กระจกรูปทรงกลมจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของ                             

การรวมตัวเข้าหากันของพลัง
1. หลีกเลี่ยงเตียงที่มีโครงสร้างเป็นเหล็ก เหล็กจะสะท้อนคลื่นแม่เหล็กที่ส่งมาจากเครื่องไฟฟ้าต่างๆ
2. เลือกใช้ผ้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติสำหรับอุปกรณ์ในห้องนอนทุกชิ้นของคุณ
3. อย่าวางสิ่งใดๆที่เกี่ยวกับงานไว้ในห้องนอน หนังสือหัวเตียงควรจำกัดไว้เพียงหนึ่งถึงสองเล่ม
4. หลีกเลี่ยงการใช้ไฟจำพวกสปอตไลท์ (Spot Light) หรือไฟตรงตำแหน่งเหนือศรีษะ ตรงบริเวณหัวเตียง การให้แสงสว่างควรเป็นแสงที่นุ่มนวลกระจายมาจากดวงไฟต่างๆทั่วห้อง


ไม้สัก

Posted by admin | ไม้แปรรูป | Sunday 2 August 2009 7:41 pm

ไม้สัก

teak wood

มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tectoma Grandis อยู่ในวงศ์ Verbenaceae มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะ อินเดียตะวันออก

ไม้สัก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ และบางส่วนของภาคกลางและตะวันตก คือ ท้องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน ตาก กำแพงเพชร อุตรดิต์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ และพิจิตร และมีบ้างเล็กน้อยในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และกาญจนบุรี

ลักษณะบางประการ

            ไม้สัก เป็นต้นไม้ผลัดใบ ขนาดใหญ่มีลำต้นเปลา มักมีพูพอน ตอนโคนต้นเรือนยอดกลม สูงเกินกว่า 20 เมตร
            เปลือก หนา 0.30-1.70 ซม. สีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนแกมเทา แตกเป็นร่องตื้น ๆ ไปตามทางยาวและหลุดออกเป็นแผ่นบาง ๆ เล็ก ๆ
            ใบ ใหญ่ ความกว้าง 25-30 ซม. ความยาว 30-40 ซม. รูปใบรีมน หรือรูปไข่กลับ แตกจากกิ่งเป็นคู่ ๆ ท้องใบสากหลังใบสีเขียว แกมเทา เป็นขน
            ดอก เล็กสีขาวนวล ออกเป็นช่อใหญ่ ๆ ตามปลายกิ่งเริ่มออกดอกเดือน มิถุนายน เป็นต้น
            ผล ค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. ผลหนึ่ง ๆ มีเมล็ดใน 1-4 เมล็ด เปลือกแข็งมีขนสั้น ๆ นุ่ม ๆสีน้ำตาล หุ้มอยู่ ผลแก่ในราวเดือน พฤศจิกายน-มกราคม
            ลักษณะเนื้อไม้ สีเหลืองทอง ถึงสีน้ำตาลแก่ มีลายเป็นเส้นสีน้ำตาลแก่แทรก เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ แข็งปานกลาง เลื่อยใสกบ ตบแต่งง่าย

ไม้สักมี ๕ ชนิด คือ

๑. สักทอง ขึ้นในป่าโปร่งชื้นไกลห้วยหรือแล้ง แต่ใกล้ห้วยดินค่อนข้างสมบูรณ์การแตกของเปลือกเช่นเดียวกับสักหยวก แต่อยู่ในที่ที่แห้งชื้นไปบ้างเท่านั้น เรือนยอดสมบูรณ์ใบมีขนาดปานกลาง เนื้อไม้จะเป็นเส้นตรงผ่าง่าย มีความแข็งกว่าสักหยวก สีเข้ม เป็นสีน้ำตาลเหลืองหรือที่เรียกกันว่า สีทอง
๒. สักหยวก ขึ้นในป่าโปร่งชื้นริมห้วย ต้นตรงเปลือกแตกเป็นร่องแต่ยาวตรงร่องของเปลือกไม้สักหยวกจะกว้างกว่า ไม้สักทอง เรือนยอดสมบูรณ์ ใบขนาดกลาง เนื้อไม้หรือแก่นจะมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีจาง ถากหรือฟันง่าย
๓. สักไข ขึ้นอยู่ในป่าโปร่งแล้งเป็นส่วนมาก ความเจริญเติบโตดูช้า ร่องของเปลือกลึกและตัวเปลือกเป็นสันกว้าง ระหว่างร่องลำต้นตรงเปลา แต่มีลักษณะแกร็นๆ พุ่มของเรือนยอดบอบบางแต่ก็มีใบเต็ม จะทราบว่าเป็นสักไขก็ต่อเมื่อถึงมือช่างไม้ เพราะเนื้อไม้จะมีใขปนยากแก่การขัด และการทาแชลแลคหรือแลกเกอร์ สีของไม้สักไขจะเป็นสีน้ำตาลเข้มปนเหลือง
๔. สักหิน ไม้สักพวกนี้จะอยู่ในป่าโปร่งแล้งในระดับสูง การแตกของเปลือกเป็นร่องลึก และเรือนยอดดูไม่ค่อยแข็งแรง ใบเล็กกว่าปกติจะทราบได้แน่นอนเมื่อมีการโค่นล้มหรือตบแต่ง โดยพวกโค่นล้มเลื่อยและช่างไม้ เพราะเนื้อไม้จะแข็งกว่าไม้สัก ทั่วไปและเปราะสีของเนื้อไม้สักเป็นสีน้ำตาลเข้ม
๕. สักขี้ควาย ไม้สักพวกนี้จะเกิดอยู่ในที่ค่อนข้างแล้ง ในป่าผลัดใบต่างๆ และมักจะอยู่ในบริเวณรอยต่อของป่าโปร่ง ผลัดใบและป่าแพะ ลักษณะของเรือนยอดมักจะไม่สมบูรณ์ลำต้นจะตายบ้าง กิ่งบนเรือนยอดแห้งตายไปบ้างกิ่งสองกิ่ง ลักษณะของ เปลือกแตกเป็นร่องไม่สม่ำเสมอ ขาดเป็นตอนๆ และร่องลึก จะทราบได้ชัดก็เมื่อโค่นลงมาเลื่อยดู จะเห็นได้ชัดว่าเนื้อไม้มีสีเขียวปน น้ำตาล น้ำตาลแก่ น้ำตาลอ่อน ปนกันดูเป็นสีเลอะๆ
ในบรรดาไม้สักทั้ง ๕ ชนิด ไม้สักทองได้รับฉายานามในวงการป่าไม้ว่าเป็น “ราชินีแห่งไม้” หรือ Queen of Timbers” เป็นไม้ที่มีคุณภาพดีที่สุดของโลกที่ธรรมชาติมอบให้แก่คนไทยและประเทศไทยโดยเฉพาะ อนาคตไม้สักกำลังจะหมดไปจงช่วยกัน ปลูกไม้สักเพื่อเป็นมรดกของชาติและลูกหลานตั้งแต่วันนี้

การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์

Posted by admin | เฟอร์นิเจอร์ไม้ | Sunday 26 July 2009 6:14 am

การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์

 

เฟอร์นิเจอร์ ทุกชนิดต้องได้รับการทำความสะอาดตามสมควรและอย่างถูกวิธีจึงจะสามารถยืดอายุ การใช้งานของเครื่องใช้ได้ โดยสามารถแบ่งตามวัสดุที่ใช้ผลิตได้ดังนี้

  

                     เบาะ

 

1.  ผ้าบุนวม วัสดุบุจำพวกผ้าเหมาะกับสภาพอากาศร้อนแต่ก็มีปัญหาเรื่องความชื้นและสกปรก ค่อนข้างง่ายและหากสกปรกแล้วก็ยากที่จะทำความสะอาดให้เหมือนเดิม แต่ผู้ผลิตบางรายได้พ่นเคลือบน้ำยาที่ลดการเกาะตัวของฝุ่นและลดการดูดซึมของ น้ำ ซึ่งช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น โดยที่การทำความสะอาดทั่วไปสำหรับเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถทำได้โดยการ  ดูดฝุ่นหรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรืออาจใช้เครื่องพ่นไอน้ำทำความสะอาดได้ด้วยเพราะจะฆ่าเชื้อโรคและไรฝุ่น และยังช่วยให้เนื้อผ้าคืนตัว การใช้น้ำยาซักแห้งหรือแอมโมเนียเจือจางก็ได้แต่ควรระมัดระวังในการใช้และ ควรทดสอบในบริเวณเล็กๆก่อน และซับอย่างเบามือและห้ามขัดถูอย่างเด็ดขาด แต่ทางที่ดีควรเลือกชนิดถอดซักได้เพราหากต้องการบุผ้าใหม่จะเสียค่าใช้จ่าย ที่สูงมาก

  

                                 ไม้

 

2. ไม้ ควรใช้แปรงปัดฝุ่นไฟฟ้าสถิตย์ปัดฝุ่นแล้วลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้บ้างเป็น ครั้งคราว แต่หากเป็นไม้ขัดมันต้องระวังไม่ให้โดนน้ำเด็ดขาดทำได้แค่เพียงใช้ผ้าหมาด เช็ดถูและลงน้ำมันได้บ้างแต่ไม่ควรลงบ่อยจนเกินไปเนื่องจากจะทำให้ฝุ่นเกาะ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรระวังเรื่องของของร้อนและเย็นเช่น แก้วน้ำ เนื่องจากอาจสร้างความเสียหายหรือรอยด่างให้กับเนื้อไม้ได้  วิธีแก้ปัญหาเฟอร์นิเจอร์ไม้โป่งออกมาคือ ให้วางผ้าชื้นๆ ลงบน รอยที่โป่ง ใช้เตารีดร้อนๆ ทับบนผ้า จะทำให้คืนสู่สภาพเดิม  วิธีขจัดรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์ไม้คือ ให้ใช้ผ้าแตะยาขัด รองเท้าที่สีเดียวกับไม้ แล้วถูตรงรอย แล้วใช้ผ้าขัดต่ออีกครั้ง รอยขีดข่วนก็จะหายไป  ไวนิล ใช้น้ำยาอเนกประสงค์เช็ดทำความสะอาดโดยที่หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือน้ำมัน ก๊าด และห้ามใช้แผ่นขัดถูเนื้อหยาบเด็ดขาด

3. การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์เบาะ การดูดกลิ่น ให้ใช้ผงฟูหรือแป้งข้าวโพดโรยบนพรม โดยใช้อัตราส่วน 1 ถ้วย ต่อพื้นที่ห้องขนาดกลาง ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก แต่ถ้ากลิ่นติดแน่นให้โรยทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วจึงดูดออก การขจัดคราบเลือด ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นเช็ดเบา ๆ จนกว่าจะหมด คราบเหนียวเหนอะหนะ ใช้ผงฟูทาทับรอยเปื้อน แล้วใช้มือถูเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงเช็ดออก ทาซ้ำอีกถ้ารอยเปื้อนยังไม่หมด  คราบไขมัน ใช้แป้งข้าวโพดทาทับรอยเปื้อน ทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง จากนั้นเช็ดออก  คราบเขม่าหรือเถ้าถ่าน ให้ใช้เกลือทาทับบาง ๆ แล้วเช็ดออก คราบปัสสาวะของเด็ก หรือสัตว์เลี้ยง เช็ดด้วยน้ำธรรมดา 1 ครั้ง จากนั้นใช้น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับสบู่เหลว 1 ช้อนชา เช็ดถูบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้ 15 นาที จึงเช็ดออก

                                   กระจก

4. เหล็ก และกระจก ใช้น้ำยาฉีดกระจกในการทำความสะอาดในส่วนของกระจกควรหลีกเลี่ยงผ้าที่เป็นขน

 

5. การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าฝ้าย ให้ใช้แปรงทาสี ด้ามใหม่ปัดตามซอกมุมเฟอร์นิเจอร์ไปพร้อมกันกับการทำความ สะอาดเฟอร์นิเจอร์ทุกครั้ง

 

6. การรักษาเฟอร์นิเจอร์โลหะไม่ให้เป็นสนิมได้ง่ายคือให้เคลือบ โลหะด้วยขี้ผึ้งขัดรถ เมื่อจำเป็นต้องเอาเฟอร์นิเจอร์โลหะ ไว้ตากน้ำค้าง จะได้ไม่ขึ้นสนิมได้ง่าย

 

ในการใช้ยาขัดเฟอร์นิเจอร์ไม่ควรใช้ประเภท เช่น น้ำมัน ขี้ผึ้ง บ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้ผิวเฟอร์นิเจอร์เกิดความเสียหายได้ง่าย  วิธีลบคราบดวงๆ ที่ติดบนเฟอร์นิเจอร์คือ ให้ใช้จุกไม้ก๊อกถู ถ้าไม่ ออกให้ใช้นิ้วมือแตะยาสีฟันผสมขี้เถ้าบุหรี่ถูอีกครั้ง จากนั้นใช้ ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยเปื้อนซ้ำอีกครั้ง

เทคนิคการดูแลบ้านไม้ให้ห่างไกลจากปลวก

Posted by admin | Fix it yourself | Thursday 16 July 2009 7:23 am

บ่อยครั้งที่บ้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้ หรือบ้านที่มีส่วนประกอบด้วยไม้ กว่า 90% มักมีอันต้องผุพังไปก่อนเวลาอันสมควรจากปลวก และแมลงร้ายสารพัดชนิด โดยเฉพาะปลวกนั้นถือว่าเป็นมหันตภัยร้ายสำหรับบ้านมากที่สุด จึงกลายเป็นคู่ขัดแย้งที่สำคัญของมนุษย์เราโดยปริยายความจริงแล้ว เจ้าปลวกที่ว่านี้มันมิได้พิศมัยอะไรกับไม้เลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะ เซลลูโลส (Cellulose) ในเนื้อไม้ต่างหากที่เป็นอาหารอันโอชะของปลวก ดังนั้นไม่เพียงแต่ไม้ที่จะต้องผุพังกลายเป็นกากอาหารของปลวก แต่ยังรวมไปถึงอะไรก็ตามที่มีเซลลูโลสเป็นองค์ประกอบอยู่ เช่น กระดาษ, ผ้า, หนังสัตว์ พรม. หนังสือ ฯลฯ หลายสิบชนิดที่หาพบได้ในบ้านทั่วไป

ศัตรูร้ายจากใต้ดินปลวก ที่จัดว่าเป็นศัตรูร้ายสำหรับบ้านเรือนของเราก็คือ ปลวกใต้ดิน (Sub-Terranean Termites) ซึ่งพวกนี้ ถือเป็นศัตรูโครงสร้าง (Structural Pests) ที่ทำความเสียหายสูงสุด ถึง 95% ของความเสียหายทั้งหมดก็ว่าได้ อาณาจักรของปลวกพวกนี้อยู่ใต้ดิน อาศัยอยู่ร่วมกันตามแบบฉบับของสัตว์ที่เรียกว่า แมลงสังคม ซึ่งในรังปลวกใต้ดินจะเต็มไปด้วยประชากรปลวกนับแสนนับล้านตัว แบ่งแยกหน้าที่กันเป็นวรรณะต่างๆ (ทำงานเป็นทีมเวิร์คครับกำจัดปลวก

ปลวกนางพญาและราชา : ทำหน้าทีวางไข่เพิ่มประชากรในวัง …เอ๊ยในรังของมัน
ปลวกทหาร : ทำหน้าที่ต่อสู้ศัตรูผู้บุกรุก
ปลวกงาน : ทำหน้าที่หาอาหาร, สร้าง ,ซ่อม , ขยายรังและทางเดิน
ปลวกขยายพันธุ์ : ทำหน้าที่ขยายพันธุ์ เราเรียกกันว่าแมลงเม่า หรืออาจกล่าวได้ว่าวงจรชีวิตของปลวกใต้ดินนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากแมลงเม่า

วิธีรบกับปลวกและการป้องกันบ้านไม้ปัจจุบัน วิธีการรบที่นิยมคือ การป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ คือการกำจัดแหล่งสร้างรังอันเป็นฐานทัพใหญ่ของปลวก ทำลายทางขึ้นลง หรือเส้นทางลำเลียงพลพร้อมกับการส้างแนวป้องกันสำหรับการบุกรุกใหม่ในอนาคต ส่วนการที่เราจะไปคิดแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการสร้างบ้านโดยใช้วัสดุที่ไม่มี เซลลูโลสของโปรดของปลวกนั้นดูจะลำบากครับ เพราะต้องควบคุมตั้งแต่การก่อสร้างตั้งแต่แรกเริ่ม ถึงแม้ปัจจุบันจะมีไม้เทียม หรือใช้คอนกรีตแต่วิธีการก่อสร้างยังคงใช้ไม้แบบกันอยู่ (เจ้าตัวนี้แหละครับ เหยื่อล่อปลวกเข้าบ้าน)

misc02

สำหรับการป้องกันอย่างถูกวิธีนั้นเราควรทำตั้งแต่

ก่อนก่อสร้างบ้านไม้ โดยอัดเคมีลงดิน ให้รอบแนวคานด้านใน-นอก และฉีดเคลือบผิวดินในทุกๆ ตารางนิ้ว รวมทั้งโดยรอบของตัวอาคาร 1 เมตรและบริเวณที่มีความชื้นสูง
การราดน้ำยาผ่านระบบท่อใต้อาคาร (ลักษณะนี้ต้องทำตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง) ระบบท่อจะเดินตามคานและเจาะรูที่ท่อเป็นระยะๆ แต่ท่อจะไม่สัมผัสกับดินเรื่องจากอาจจะทำให้ท่ออุดตันได้ ซึ่งระบบนี้จะสะดวกสบายกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องเข้าไปในตัวบ้าน ไม่ต้องทุบพื้น เจาะบ้านเป็นรูเพื่ออัดน้ำยาให้ตัวบ้านหลังจากอัดน้ำยาในครั้งแรกหมดอายุ
ในกรณีที่ไม่ได้เตรียมท่อน้ำยาไว้ตั้งแต่แรก ต้องเจาะรูขนาด 5/8 นิ้ว ให้ทะลุพื้นจนถึงชั้นดินรอบแนวคานทั้งด้านในและนอก แต่ละจุดห่างกันประมาณ 1 เมตร
หากตรวจพบกองดินหรือทางเดิน ของปลวกให้ค้นหาถึงจุดที่ปลวกขึ้นมา และทำลายทิ้งด้วยน้ำยาหรือสเปรย์ฆ่าปลวก ทิ้งไว้ซัก 2-3 วัน ให้ทำการตรวจสอบอีกครั้ง
ฉีดเคมีเคลือบโครงไม้ โดยให้ซึมเนื้อไม้เน้นตามรอยเลื่อนรอยต่อ เป็นการป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของปลวก มอด ด้วง และเชื้อราต่างๆด้วย ควรเลือกไม้ที่นำมาก่อสร้างที่มีความทนทางต่อการทำลาย เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้ชิงชันและไม้ประดู่ (ข้อนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณในกระเป๋าครับ) แต่ถ้าใช้ไม้เนื้ออ่อนควรทำการอาบน้ำยาป้องกันเสียก่อน

ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลบ้านไม้

- ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ใกล้บ้าน เพราะปลวกจะอาศัยรากไม้เข้ามาในบ้านได้
- พยายามป้องกันไม่ให้แมลงเม่าบินเข้ามาภายในบ้าน เพราะแมลงเม่าคือปลวกเจริญพันธุ์ เมื่อเข้ามาจะทำรังและวางไข่กลายเป็นปลวกได้